Boonthar at Facebook Boonthar at Twitter


GOLD PLATINUM
เช็คแต้มสะสมสำหรับสมาชิก
ร้านบุญทาพาณิชย์




เช็คการใช้แต้มสะสม
เช็คข้อมูลการใช้แต้มสะสมของสมาชิก
สำหรับพนักงาน






สาระน่ารู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน

วิธีการใช้งานที่ถูกต้องและช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่าที่คิด

#วิธีเลือกใช้เครื่องปรับอากาศและการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี 

หน้าร้อนปีนี้ เราควรดูแลเครื่องปรับอากาศให้พร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ และการเลือกชื้อเครื่องปรับอากาศอย่างไร ให้เหมาะสมและถูกวิธี ชึ่งจะช่วยประหยัดค่าไฟในหน้าร้อนได้มากทีเดียวครับ วันนี้เราจึงนำเคล็ดวิธีดีๆ ในการใช้เครื่องปรับอากาศในหน้าร้อนนี้ให้ประหยัดพลังงาน มาฝากกันครับ 
เคล็ดลับการใช้งานเครื่องปรับอากาศให้ประหยัดในหน้าร้อนและยุคสมัยที่อะไรๆก็แพงไปหมด เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวของคุณ เรามีเคล็ดลับดีๆในการใช้งานเครื่องปรับอากาศอย่างถูกต้อง ซึ่งช่วยให้เครื่องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดค่าไฟฟ้า และดูแลรักษาให้อยู่ทนนานโดยมีข้อควรปฏิบัติดังนี้ครับ

#วิธีเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ

1. ควรเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5

วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ที่จะทำให้คุณได้เครื่องปรับอากาศที่มีคุณภาพ และเป็นมิตรกับเงินในกระเป๋าของคุณ เพราะฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 หมายถึงคุณภาพในการใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศที่คุ้มค่าที่สุด โดยฉลากนี้ต้องเป็นฉลากของ สมอ. หรือ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเท่านั้นจึงจะเชื่อถือได้ โดยคุณภาพจะกำหนดเป็นตัวเลขได้ดังนี้EGET5 new

เลข 5 – ดีมาก ประสิทธิภาพการประหยัดไฟสูงสุด
เลข 4 – ดี ประสิทธิภาพการประหยัดไฟสูง
เลข 3 – ปานกลาง ประสิทธิภาพการประหยัดไฟปานกลาง
เลข 2 – พอใช้ ประสิทธิภาพการประหยัดไฟพอใช้
เลข 1 – ต่ำ ประสิทธิภาพการประหยัดไฟระดับต่ำ ไม่ควรใช้

2. เลือกขนาดเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับขนาดห้อง

hom_acunit081212_234218a_8col

 

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญครับ เพราะว่าขนาดห้องมีผลอย่างมากต่อความเย็นในห้อง ถ้าห้องมีขนาดใหญ่ แต่ใช้เครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก นอกจากจะทำให้ห้องไม่เย็นแล้ว ยังทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนัก สิ้นเปลืองพลังงานมากเกินความจำเป็นอีก ดังนั้นถ้าจะซื้อเครื่องปรับอากาศซักเครื่อง ต้องซื้อให้ตรงกับขนาดห้องที่จะใช้ครับ โดยดูได้จากตารางด้านล่างนี้เลย (สำหรับห้องที่มีความสูงไม่เกิน 3 เมตร) โดยช่องด้านซ้ายจะเป็นขนาดของห้อง มีหน่วยเป็นตารางวา และด้านขวาเป็นขนาดของเครื่องปรับอากาศ มีหน่วยเป็น บีทียู/ชั่วโมง

#สูตรการคำนวณ BTU   

      BTU =  พื้นที่ห้อง ( กว้าง x ยาว ) x ความแตกต่าง 

      ความแตกต่างแบ่งได้ 2 ประเภท  

      600 - 700 = ห้องที่มีความร้อนน้อยใช้เฉพาะกลางคืน 
      700 - 800 =ห้องที่มีความร้อนสูงใช้กลางวันมาก

วิธีเลือก BTU แอร์ให้เหมาะกับขนาดห้อง


3. เลือกประเภทเครื่องปรับอากาศแบบไหนดีจึงจะเหมาะสมกับการใช้งาน

เครื่องปรับอากาศที่ขายอยู่ในท้องตลาดขณะนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ชนิดติดหน้าต่าง, ชนิดแยกส่วนติดฝาผนัง หรือแขวน และสุดท้ายเครื่องปรับอากาศชนิดแยกส่วนตั้งพื้น โดยแต่ละประเภทจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันดังนี้

3.1 ชนิดติดหน้าต่าง

Window-Air-Conditioner

เหมาะสมกับห้องที่มีลักษณะที่ติดตั้งวงกบหน้าต่างติดกระจก ช่องแสงติดตาย บานกระทุ้ง บานเกล็ด เป็นต้น มีขนาดตั้งแต่ 9,000-24,000 บีทียู/ชม. มีค่าประสิทธิภาพ (EER = บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์) ตั้งแต่ 7.5-10 บีทียู/ชม./วัตต์

3.2 ชนิดแยกส่วนติดฝาผนัง หรือแขวน

room-air-conditioner_17521_600x450

เหมาะสมกับห้องที่มีลักษณะทึบจะติดตั้งได้สวยงาม แต่จะมีราคาแพงกว่า เมื่อเปรียบเทียบเครื่องปรับอากาศชนิดต่างๆ ที่มีขนาดเท่ากัน (บีทียู/ชม.) เครื่องปรับอากาศชนิดนี้ส่วนใหญ่จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า และจะมีสวิตช์ควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติแบบอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับควบคุมอุณหภูมิความเย็นของห้อง มีขนาดตั้งแต่ 8,000–24,000 บีทียู/ชม. ค่า EER ตั้งแต่ 7.5-13 บีทียู/ชม./วัตต์

3.3 เครื่องปรับอากาศชนิดแยกส่วนตั้งพื้น

Floor_Ceiling_Type_Air_Conditioner

เหมาะกับห้องที่มีลักษณะห้องที่เป็นกระจกทั้งหมด ผนังทึบซึ่งไม่อาจเจาะช่องเพื่อติดตั้งได้ เมื่อเปรียบเทียบเครื่องปรับอากาศชนิดต่างๆ ที่มีขนาดเท่ากัน เครื่องปรับอากาศชนิดนี้ส่วนใหญ่จะมีประสิทธิภาพต่ำกว่า มีขนาดตั้งแต่ 12,000-36,000 บีทียู/ชม. มีค่า EER ตั้งแต่ 6-11 บีทียู/ชม./วัตต์

เมื่อรู้จักวิธีการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับห้อง หรือที่พักอาศัยของเรากันแล้ว ต่อไปเราก็มาดูวิธีการใช้งานเครื่องปรับอากาศของเราให้ห้องเย็นสดชื่น และประหยัดพลังงาน ไม่กินไฟกันดีกว่าครับ

วิธีใช้เครื่องปรับอากาศให้ประหยัดพลังงาน

split-air-conditioning

1. ติดตั้งเครื่องปรับอากาศในตำแหน่งที่เหมาะสม คือสูงจากพื้นพอสมควร สามารถเปิดหรือปิดปุ่มต่างๆ ได้สะดวก และให้ความเย็นเป่าออกจากเครื่อง และหมุนเวียนในห้องได้อย่างทั่วถึง

2. ปิดประตูห้อง หรือหน้าต่างให้มิดชิด อย่าให้ความเย็นรั่วไหล

3. ตั้งค่าให้เหมาะสม โดยเมื่อเปิดเครื่องควรเปิดความเร็วพัดลมไปที่ตำแหน่งสูงสุดก่อน เมื่อความเย็นได้ที่แล้ว ควรตั้งความเย็นไปที่อุณหภูมิ 26 องศาเซลเซียส

clim filtre

4. หมั่นทำความสะอาด แผ่นกรองอากาศ อุปกรณ์ในระบบปรับอากาศ และตะแกรง รวมทั้งชุดคอมเดนเซอร์ เพื่อให้อากาศผ่านเข้าออกได้สะดวกจะประหยัดไฟโดยตรง

5. ใช้พัดลมระบายอากาศเท่าที่จำเป็น

6. ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้งเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องใช้

7. ฤดูหนาว อากาศไม่ร้อนมากเกินไป ไม่ควรเปิดเครื่องปรับอากาศ

8. หมั่นตรวจสอบ ล้าง ทำความสะอาดตามระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด

15894.GilaTitaniumHeatControlPeelCling_4

9. หน้าต่างหรือบานกระจกควรป้องกันรังสีความร้อนที่จะเข้ามา ด้วยการใช้อุปกรณ์บังแดดภายนอกมิให้กระจกถูกแสงแดด เช่น ผ้าใบ หรือแผงบังแดด หรือร่มเงาจากต้นไม้ ใช้กระจกหรือติดฟิล์มที่สะท้อนรังสีความร้อน และใช้อุปกรณ์บังแดดภายใน เช่น ผ้าม่าน มู่ลี่ (กระจกด้านทิศใต้ให้ใช้ใบอยู่ในแนวนอนกระจกทิศตะวันออก-ตกให้ใช้ใบที่อยู่ในแนวดิ่ง)

10. ผนังหรือเพดานโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านที่มีแสงแดดส่องจะเก็บความร้อนไว้มาก ทำให้มีการสูญเสียพลังงานมาก จึงควรป้องกันดังนี้ บุด้วยฉนวนกันความร้อนหรือแผ่นฟิล์มอะลูมิเนียมสะท้อนรังสีความร้อน ทำที่บังแดด/หลังคา/ปลูกต้นไม้ด้านนอกอาคาร

11. พยายามอย่าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ไฟส่องสว่างก็เป็นตัวให้ความร้อน จึงควรปิดไฟเมื่อไม่มีความจำเป็น

derwent tr condenser unit

 

12. ชุดคอนเดนเซอร์ที่ใช้ระบายความร้อนสู่ภายนอก ควรถูกแสงแดดให้น้อยที่สุด ขจัดสิ่งกีดขวางทางลมเพื่อให้ระบายอากาศได้สะดวก และอย่าติดตั้งให้ปะทะกับลมธรรมชาติโดยตรง

#คำแนะนำด้านความปลอดภัยของเครื่องปรับอากาศ

safety-first

เมื่อรู้วิธีเลือก และวิธีใช้เครื่องปรับอากาศที่ถูกต้องกันไปแล้ว ต่อไปมาดูคำแนะนำด้านความปลอดภัยของการใช้งานกันบ้าง

1. ติดตั้งระบบสายดินกับเครื่องปรับอากาศ และทดสอบไฟรั่วด้วยไขควงลองไฟ
2. หากมีเครื่องตัดไฟรั่วที่บ้านขนาดไม่เกิน 30mA ถ้าป้องกันวงจรของเครื่องปรับอากาศด้วย อาจมีปัญหาเครื่องตัดไฟรั่วทำงานบ่อยขึ้น ควรหลีกเลี่ยงโดยการแยกวงจรออก และใช้ขนาดไม่ต่ำกว่า100 mA ป้องกันอีกชั้นหนึ่ง
3. ติดตั้งเบรกเกอร์หรือสวิตช์อัตโนมัติและควบคุมวงจรโดยเฉพาะ
4. กรณีมีไฟตกหรือไฟดับ ถ้าไม่มีสวิตช์ปลดสับเองโดยอัตโนมัติ ต้องรีบปิดเครื่องทันทีก่อนที่จะมีไฟมา และควรรอระยะเวลาประมาณ 3-5 นาทีก่อนที่จะสับสวิตช์เข้าใหม่เพื่อป้องกันไฟกระชาก
5. หมั่นตรวจสอบขั้วและการเข้าสายของจุดต่อต่างๆ อยู่เสมอ
6. ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างระเอียด 

เพียงเท่านี้หน้าร้อนนี้คุณก็มีเครื่องปรับอากาศใช้เหมาะสมกับที่พักอาศัย ประหยัดไฟ และใช้งานได้อย่างปลอดภัยแล้วครับ หรือโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติ่มจากทางร้านบุญทาพาณิชย์ได้ดั่งนี้ครับ สาขาพาน โทร053722779   สาขา อ.เมือง โทร053773900   สาขา อ.เวียงป่าเป้า โทร 053781878 ทางร้านฯเรายินดีให้คำปรึกษาครับ





ดูแลเครื่องทำน้ำอุ่นอย่างถูกวิธี
 

เคล็ดลับการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และการประหยัดพลังงาน
1. ไม่ควรเปิดเครื่องตลอดเวลาขณะอาบน้ำ หรือสระผม สิ้นเปลืองทั้งน้ำและไฟฟ้า
2.
เมื่อใช้แล้วควรปิดเครื่อง อย่าเปิดสวิตช์ทิ้งไว้จะสิ้นเปลืองไฟฟ้า
3.
ควรตั้งระดับความแรงของน้ำไว้ที่ระดับปานกลาง
4.
ดูแลรักษาและใช้อย่างถูกวิธี อย่าให้น้ำรั่วจากฝักบัว จะเปลืองน้ำ และเครื่องจะทำงานมากกว่าปกติ สิ้นเปลืองไฟ
5.
ตรวจดูระบบท่อน้ำ และรอยต่อให้มีสภาพดีอยู่เสมอ อย่าให้มีการรั่วซึม
6.
เลือกซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นให้เหมาะสมกับขนาดของครอบครัว และความจำเป็นในการใช้
7.
ติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นชนิดป้อนน้ำร้อน 1 เครื่องต่อ 1 ห้องน้ำ ประหยัดไฟกว่าชนิดเครื่องเดียวที่ป้อนน้ำอุ่นได้ครั้งละหลยๆ ห้อง
8.
เลือกใช้เครื่องทำน้ำอุ่นที่มีถังเก็บน้ำภายในตัวเครื่อง และมีฉนวนหุ้มจะประหยัดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 10-20

ประโยชน์ของเครื่องทำน้ำอุ่น
1.
กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต การอาบน้ำอุ่นเป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้อาบ สายน้ำอุ่น ณ อุณหภูมิที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตให้สูบฉีดไปทั่วร่างกาย
2.
ผ่อนคลายคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ การอาบน้ำอุ่นช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย และเกิดการตื่นตัว ช่วยรักษาบรรเทาความปวดเมื่อย และความตึงเครียดของกล้ามเนื้อตามร่างกาย
3.
ปราศจากสิ่งสกปรกอุดตันรูขุมขน การอาบน้ำในอุณหภูมิที่พอเหมาะ จะช่วยรักษาผิวพรรณ ชะล้างไขมันบนผิวหนัง และทำความสะอาดลึกถึงรูขุมขนได้ดีกว่า
4.
เพิ่มความสดชื่น คืนความกระปรี้กระเป่า เพราะสายน้ำอุ่นจะลดประจุบวก และเพิ่มประจุลบรอบข้างในอากาศขณะอาบน้ำช่วยทำให้คุณหายใจได้คล่องขึ้น รู้สึกสดชื่นภายหลังจากอาบน้ำ

#การดูแลรักษาเครื่องทำน้ำอุ่น
1.
อย่างอ หรือพับสายฝักบัว เพราะจะทำให้สายฝักบัวชำรุดได้
2.
หมั่นเช็ดทำความสะอาดฝักบัว เพราะอาจมีตะกอนไปอุดตันทางออกของน้ำ
3.
หมั่นตรวจเช็คสวิตช์ป้องกันกันไฟรั่วไฟดูด ELCB อย่างน้อยเดือนละครั้ง
4.
ก่อนทำความสะอาดเครื่อง ต้องปิดเบรกเกอร์ควบคุมไฟฟ้าทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย
5.
การทำความสะอาดภายนอกตัวอาดเครื่องควรใช้ผ้านุ่มชุบน้ำบิดให้แห้ง แล้วเช็ดทำความสะอาด
6.
อย่านำผ้าเปียกชุ่มน้ำไปเช็ดทำความสะอาด หรือฉีดพ่นน้ำที่ตัวเครื่อง เพราะอาจทำให้เกิดไฟช็อตได้
และอาจจะเสียชีวิตได้




#ดูแลเครื่องซักผ้าอย่างถูกวิธี

   เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการซักผ้าให้แห้ง ง่ายและรวดเร็วขึ้น ลักษณะการทำงานของเครื่องธรรมดาทั่วไป คือเปิดวาล์วน้ำให้เข้าเครื่อง นำเสื้อผ้าลงแช่ ใส่ผงซักฟอก เปิดสวิทซ์ตั้งเวลาซักตามที่ต้องการให้เครื่องทำงาน ส่วนใหญ่จะใช้เวลาซักประมาณ 20 นาที เป็นอย่างมาก หลังจากนั้นผู้ซักสามารถนำผ้าไปตากได้เลย และการที่จะใช้เครื่องซักผ้าให้เกิดการประหยัดพลังงานควรปฏิบัติดังนี้
     1.แช่ผ้าก่อนเข้าเครื่อง : กรณีซักผ้าแบบธรรมดา ควรแช่ผ้าก่อนนำเข้าเครื่องอย่างน้อย 30 นาที จะทำให้เครื่องซักผ้าทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
     2.ซักผ้าตามพิกัดของเครื่อง : จะใช้เครื่องซักผ้าก็ต่อเมื่อมีเสื้อผ้ามากพอเหมาะกับพิกัดและขนาดของ เครื่อง อย่าเดินเครื่องโดยไม่จำเป็น เช่น ซักเสื้อผ้าเพียง 1 -2 ตัวเท่านั้น และอย่าใส่เสื้อผ้าอัดแน่นจนเกินกำลังของเครื่อง
     3.ตากผ้ากับแสงอาทิตย์ดีกว่า : ไม่ควรซื้อเครื่องซักผ้าแบบที่มีเครื่องอบแห้งด้วยไฟฟ้า ควรใช้ราวแขวนผ้าตากให้แห้ง เครื่องอบผ้าใช้พลังงานสิ้นเปลืองมาก 

 



#ดูแลหม้อหุงข้าวไฟฟ้าอย่างถูกวิธี

     1.เลือกขนาดหม้อหุงข้าวให้เหมาะสมกับขนาดครอบครัว ถ้าจำนวนสมาชิก 1-2 คนใช้ขนาด 0.3-1 ลิตร ถ้าจำนวนสมาชิก3-6 คนใช้ขนาด 1-1.5 ลิตร ถ้าจำนวนสมาชิก 5-8 คนใช้ขนาด 1.6-2 ลิตร
     2.ควรหุงข้าวให้พอดีกับจำนวนผู้รับประทาน
     3.ควรถอดปลั๊กออกเมื่อข้าวสุกแล้ว
     4.อย่าทำให้ก้นหม้อตัวในเกิดรอยบุบ จะทำให้ข้าวสุกช้า
     5.หมั่นตรวจบริเวณแท่นความร้อนในหม้อ อย่าให้เม็ดข้าวเกาะติด จะทำให้ข่าวสุกช้าและเปลืองไฟ

 



#ดูแลเตารีดไฟฟ้าอย่างถูกวิธี

เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทให้ความร้อน ซึ่งในการรีดแต่ละครั้งจะกินไฟมาก ดังนั้นจึงควรรู้จักวิธีใช้อย่างประหยัดและปลอดภัย และการที่จะใช้เตารีดไฟฟ้าให้เกิดการประหยัดพลังงานควรปฏิบัติดังนี้
     1.ตั้งปุ่มปรับความร้อนให้เหมาะสมกับชนิดของผ้า
     2.ไม่ควรพรมน้ำจนแฉะเวลารีดผ้า เพราะต้องใช้ความร้อนในการรีดมากขึ้น เสียพลังงาน มากขึ้น เสียค่าไฟเพิ่มขึ้น
     3.ควรรีดผ้าคราวละมากๆ ติดต่อกันจนเสร็จ
     4.ควรเริ่มรีดผ้าบาง ๆ ก่อน ขณะเตารีดยังไม่ร้อน
     5.ดึงปลั๊กออกก่อนการรีดเสื้อผ้าเสร็จ ประมาณ 2-3 นาที แล้วรีดต่อไปจนเสร็จ
     6.ควรซักและตากผ้าโดยไม่ต้องบิด จะทำให้รีดง่ายขึ้น
     7.ลด ละ เลี่ยง การใส่เสื้อสูท เพราะไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศเมืองร้อน สิ้นเปลืองการตัด ซัก รีด และความจำเป็นในการเปิดเครื่องปรับอากาศ

 



#ดูแลกระติกน้ำร้อนหรือกาต้มน้ำไฟฟ้าอย่างถูกวิธี

    เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ประโยชน์ในการต้มน้ำให้ร้อนเพื่อใช้ดื่ม และจัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าสูงตัวหนึ่งเช่นเดียวกับ เตารีดไฟฟ้า โดยอาศัยหลักการทำงานเดียวกันคือ ให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวดความร้อนที่อยู่ภายในอุปกรณ์ แล้วนำความร้อนนั้นไปใช้ประโยชน์ 
     1.ควรเลือกซื้อรุ่นที่มีฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพ
     2.ใส่น้ำให้พอเหมาะกับความต้องการหรือไม่สูงกว่าระดับที่กำหนดไว้ เพราะนอกจากจะไม่ประหยัดพลังงานแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระติกอีกด้วย
     3.ถอดปลั๊กเมื่อเลิกใช้น้ำร้อนแล้ว เพื่อลดการสิ้นเปลืองพลังงาน ไม่ควรเสียบปลั๊กตลอดเวลาถ้าไม่ต้องการใช้น้ำแล้ว แต่ถ้าหากมีความต้องการใช้น้ำร้อนเป็นระยะๆ ติดต่อกัน เช่น ในสถานที่ทำงานบางแห่งที่มีน้ำร้อนไว้สำหรับเตรียมเครื่องดื่มต้อนรับแขก ไม่ควรดึงปลั๊กออกบ่อยๆ เพราะทุกครั้งเมื่อดึงปลั๊กออกอุณหภูมิของน้ำจะค่อยๆ ลดลง กระติกน้ำร้อนไม่สามารถเก็บความร้อนได้นาน เมื่อจะใช้งานใหม่ก็ต้องเสียบปลั๊กและเริ่มทำการต้มน้ำใหม่ เป็นการสิ้นเปลืองพลังงาน
     4.ไม่ควรเสียบปลั๊กตลอดเวลา ถ้าไม่ต้องการใช้น้ำร้อนแล้ว
     5.อย่านำสิ่งใดๆ มาปิดกั้นช่องไอน้ำออก
     6.ไม่ควรตั้งไว้ในห้องที่มีการปรับอากาศ

..เพียงเท่านี้ก็ช่วยคุณประหยัดไฟฟ้าจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าให้ถูกหลักแล้ว และก็สามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่าที่คุณคิด.. ด้วยความหว่าใยจากทีมงานบุญทาพาณิชย์"รักคุณรักสิ่งแวดล้อม"



BOONTHAR.COM

Powered by CRiT Service | Administrator.| Check mail
Top